ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

สนง.พระพุทธศาสนา

กองบาลีสนามหลวง

กองธรรมสนามหลวง

วัดปากน้ำ

 

ตรวจผลสอบบาลีสนามหลวง

ผลสอบบาลี ครั้งที่ 1/54 

ผลสอบบาลี ครั้งที่ 2/54

 

Users Online: 2
"จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ มา เกน เทฺว อคมิตฺถ เทเสถ ภิกฺขเว ธมฺมํ อาทิกลุยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺรํ ปริสุทฺธํ พฺรหมฺจริยํ ปกาเสถ" (วิ มหา. ๔/๓๒/๓๙) "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ พวกเธออย่าได้ไปร่วมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์"
    

ธรรม
มนุษยสัมพันธ์

อังคาร ที่ 16 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553


มนุษยสัมพันธ์
โดย
พระราชวิสุทธิโมลี
(รุ่น  ธีรปญฺโญ ป.ธ.๙)
พ.ศ.๒๕๔๔
**************

งานหลักของพระพุทธเจ้า
 งานพระธรรมทูต หรืองานเผยแผ่พระธรรมคำสอน ถ้าเราจะดูหลักฐานทางพระพุทธศาสนาแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นงานหลักของพระพุทธเจ้า เป็นงานหลักของพระสาวกทั้งรุ่นเดียวกับพระพุทธเจ้าและรุ่นต่อ ๆ มา เพราะว่าพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองได้ ก็เพราะพุทธศาสนิกชนได้รับการอบรมสั่งสอน ให้เข้าใจในหลักธรรม เข้าใจในหลักศาสนา
 เรื่องศาสนานั้น เราอย่าไปคิดว่า ประเทศไทยถือว่าเป็นเมืองพุทธแล้วคนจะรู้ศาสนา บางครั้งเขารู้จักศาสนาเพียงภายนอก ไม่รู้จักตัวที่แท้จริงของพระศาสนา ก็ต้องอาศัยพระที่เป็นนักพูด นักเทศน์ นักสอน หรือพระธรรมทูต จะได้ช่วยกันแนะนำให้ญาติโยมได้เข้าใจในเรื่องศาสนามากขึ้น
 
มนุษย์สัมพันธ์เป็นตัวชี้พระศาสนา
 เรื่องมนุษย์สัมพันธ์เป็นเรื่องเด่นของพระพุทธศาสนา เพราะว่าหลักมนุษย์สัมพันธ์นั้น เป็นตัวชี้ว่าศาสนาจเสื่อมหรือจะเจริญ คนจะยอมรับพระหรือศาสนาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับมนุษย์สัมพันธ์ของพระยิ่งเป็นพระธรรมทูต ก็ยิ่งต้องมีหลักมนุษยสัมพันธ์ เพื่อให้เราไปเกี่ยวข้องกับคนในส่วนต่างๆ ได้
 คำว่า “มนุษยสัมพันธ์” คือ การเกี่ยวข้องกับคนทำงาน เพราะว่างานทุกชนิด เราทำคนเดียวไม่ได้ อย่างพระธรรมทูตนี้ ทำงานคนเดียวไม่ได้ และการที่จะทำงานให้สำเร็จได้นั้น เบื้องต้นต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี มนุษยสัมพันธ์นี้เกี่ยวโยงไปถึงจิตวิทยา บางคน ไปพูดหรือเทศน์ที่ไหน พอเห็นสิ่งบกพร่องของสถานที่นั้น ก็หยิบยกเอามาเป็นอุทาหรณ์ จนทำให้เจ้าของถิ่นไม่พอใจ อันนี้ผิด ถือว่า ขาดหลักจิตวิทยา
 การทำงานนั้น จะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ และถือเป็นหลักใหญ่ใจความ คือ ต้องสื่อความหมายกับเขาให้ได้ ต้องทำความเข้าใจกับเขาให้ได้ แล้วจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่นั้น เป็นพวกเป็นหมู่ให้ได้ ถ้าเราไม่สามารถเอาพวกในพื้นที่นั้นเป็นหมู่เป็นพวกได้ เราจะไปทำงานกับใครได้
 พระพุทธเจ้าใช้หลักมนุษยสัมพันธ์ควบกับหลักมานุษยวิทยา ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ถ้าอ่านพุทธประวัติให้ละเอียดจะเห็นได้ว่า บางครั้งนั้น พระพุทธเจ้าก็โอนอ่อนผ่อนปรนกับชาวบ้านนั้น ๆ  ไม่ใช่ว่าพระองค์จะเอาความรู้ของพระองค์ยัดเยียดให้เขาอย่างเดียว บางครั้งบริษัทบริวารไม่เรียบร้อย พระองค์ก็ไม่ได้สนใจ มุ่งโปรดเฉพาะบริษัท บริวารที่เรียบร้อย อย่างครั้งที่ไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ตามตำนานว่ามีผู้มาฟัง ๑๓ นหุต คนที่ไม่เรียบร้อยก็มี คนที่เรียบร้อยก็มี ก็มุ่งประเด็นเอาคนที่เรียบร้อย ไม่ได้ยกผู้ที่ไม่ดีมาเป็นตัวอย่างในที่ประชุม
 เรื่องหลักของมนุษยสัมพันธ์นั้น เป็นหัวใจของการทำงาน เพราะเราจะเข้ากันได้หรือไม่ได้มันอยู่ตรงนี้ เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้นเริ่มต้นจากเลขศูนย์ คือไม่มีคนรองรับคำสอนแม้แต่คนเดียว แต่ทำไมพระองค์ทรงสามารถหาบริษัทบริวารได้ พระองค์ต้องประกาศศาสนาหรือคำสอนแข่งกับศาสนาจำนวนมาก ซึ่งกำลังโด่งดัง โดยไม่มีกำลังของรัฐเข้าอุปถัมภ์เลย พระองค์ก็ยังทำได้ ส่วนพวกเรานั้น การแข่งขันระหว่างศาสนาก็มีน้อย รัฐก็ไความอุปถัมภ์ด้วย เราน่าจะทำงานได้มาก แต่ที่เราทำงานไม่ได้มาก อาจจะเป็นพระขาดหลักการ ขาดอุดมการณ์ หรือวีการไม่เหมาะ หลักการดี  อุดมการณืดี แต่ว่าวิธีการไม่ดี ก็ยังใช้ไม่ได้
 งานของมนุษยสัมพันธ์นั้น เพื่อร้อยน้ำใจของคน ๓ กลุ่มเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ
  ๑. กลุ่มบ้าน  หมายถึง ชาวบ้านทั่วไป
  ๒. กลุ่มเมือง  หมายถึง ข้าราชการ
  ๓. กลุ่มวัด     หมายถึง พระสงฆ์ สามเณร ตลอดถึงทายกทายิกา
ใน ๓ กลุ่มนี้ เราจะเข้าไปเชื่อมประสานอย่างไร ที่จะให้เขามีความคิดเห็นเป็นอันเดียวกัน ก็ต้องใช้หลักของมนุษยสัมพันธ์
 กลุ่มเมือง  ซึ่งหมายถึง กลุ่มข้าราชการที่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องแต่ละหน่วยงาน เราก็ต้องพยายามศึกษา ควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะที่ขอความร่วมมือ ในเรื่องที่ไม่เหลือวิสัย คือ ไม่เป็นการเบียดเบียนเขา
 กลุ่มบ้าน  ก็ต้องดูว่า เราจะทำอย่างไร จึงจะให้เขาร่วมมือกับเรา
 ส่วนกลุ่มวัด  ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่เราก็ต้องประสานงานและทำความเข้าใจเช่นเดียวกัน จะขาดเสียมิได้

หลักมนุษยสัมพันธ์
 หลักธรรมที่จะใช้เป็นเครื่องมนุษยสัมพันธ์ ก็คือ หลักสังคหวัตถุธรรม ๔ พระธรรมทูตต้องมีธรรมะหมวดนี้ไว้ประจำใจ จึงจะสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนไว้ได้
 ๑. ทาน  ท่านแยกไว้  ๓ ประการ คือ
  ๑)  ทานวัตถุ
  ๒) วิทยาทาน
  ๓) อภัยทาน
เราไม่สามารถจะให้วัตถุได้ เพราะเราไม่มี ส่วนวิทยาทาน และอภัยทานนั้น เราให้ได้
 ให้วิทยาทาน  คือ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้  ทางศาสนาที่ถูกต้องแก่กลุ่มคนต่าง ๆ ซึ่งเกิดความข้องใจสงสัย  ถ้าตัดความสงสัยของเขาได้  เขาก็จะเกิดความเชื่อถือศรัทธาในพระสงฆ์  นี้เป็นการแสดงน้ำใจว่า เราก็มีน้ำใจจะช่วยเชา  เมื่อเขาเลื่อมใสศรัทธาแล้ว เราจะทำอะไรก็ได้  ดังมีพระพุทธพจน์ยืนยันไว้ว่า “สทฺธา  สาธุ  ปติฏฺฐิตา  ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ย่อมยังกิจกรรมน้อยใหญ่ให้สำเร็จได้แน่นอน”  ฉะนั้น  หลักมนุษยสัมพันธ์ ก็คือ จะทำอย่งไรให้เขาศรัทธาต่อเรา เชื่อถือเรา
 สิ่งที่จะทำให้คนศรัทธา  อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ  ข้อวัตรปฏิบัติ  ศีลาจารวัตรของพระธรรมทูตเอง  สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องชักจูงให้คนเลื่อมใสศรัทธาได้อย่างดียิ่ง
 ดังนั้น  พระธรรมทูต  หรือนักเผยแผ่ ก็ต้องพัฒนาตัวเองไปด้วย  ต้องหาความรู้  ต้องหาประสบการณ์  ต้องค้นคว้าทั้งด้านปริยัติ  ทั้งด้านปฏิบัติ  ให้เป็นตัวอย่งของผู้ที่ได้ประสบพบเห็น  จึงจะทำให้เขาเกิดความประทับใจ  ถ้าเขาเกิดความประทับใจแล้ว ก็เรียกได้ว่า  ด้านมนุษยสัมพันธ์ของเราใช้ได้  ทำให้ได้คนมาร่วมงานได้บริษัทบริวาร  ได้ทายกทายิกา คนที่ไหนเขาก็ยอมรับนับถือ เราก็ทำงานใหญ่ได้  แก้ปัญหาได้
 สำหรับความรู้ที่เราถ่ายทอดไปนั้น จะเป็นตัวแทนของเราต่อไป  เหมือนกับพระมหาเถระในอดีต  ท่านรู้ว่าสังขารไม่ยั่งยืน ท่านก็สร้างลูกศิษย์ไว้รับกันมาเป็นช่วง ๆ ศาสนาจึงมาถึงพวกเรา งานแผยแผ่ จึงเป็นการสร้างคนมารับใช้พระศาสนา  ให้เขามารับภาระพระศาสนา  ทั้งในรูปของพระ  ทั้งในรูปของฆราวาส  ให้เขาปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้  แต่เราจะต้องให้วิทยาทาน คือ ความรุ้ คำแนะนำก่อน เพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์
 ๒. ปิยวาจา  วาจาอ่อนหวาน  การพูด เป็นเรื่องสำคัญ พระพุทธองค์ จึงทรงเน้นว่า วจีกรรม หรือการพูดนี้ เป็นที่รองรับกายกรรม และมโนกรรม คนมีวจีกรรมเสียมันหมดทุกอย่าง  เราอย่าไปสร้างศัตรูทางปาก ควรใช้ปาก  สร้างบรรยากาศให้คนเป็นมิตร  ให้มีไมตรีต่อเรา คนทั้งโลกระงับโทสะของโลกได้ ด้วยวจา  ดังเรื่องที่โทณพราหมณ์กล่าวมธุรวาจาอหย่าศึก  ตอนที่เขากำลังแย่งพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า  ศึกษที่มันจะเกิดขั้นในโลกยุติลงได้ด้วยการพูดทั้งนั้น  มนุษยสัมพันธ์ คือ ใช้หลักการเจรจา คือทำอย่างไรจะทำให้เขาเข้าใจ
 พระธรรมทูตจึงควรจะมีปิยวาจา คือ พูดจาให้เขารู้เรื่อง ให้เขาเข้าใจ  และใช้คำพูดให้เหมาะสมกับภาวะของตัวเอง

 ๓. อัตถจริยา  ทำตนให้เป็นประโยชน์  คือ การที่เราไปในที่ใดที่หนึ่งแล้ว  เห็นอะไรที่ขาดตกบกพร่อง  เราก็เสนอตนเข้าไปช่วยเหลือ ตามสมควร  ต่อมาถ้ามีงานอะไร เขาก็จะนึกถึงเราเป็นอันดับแรก  นี่แสดงว่า เรากลังอยู่ในหัวใจของชาวบ้าน  ถ้าเราอยู่ในหัวใจชาวบ้านแล้ว การทำงานที่ยาก ก็กลายเป็นง่ายขึ้น เพราะว่าเขาเกิดความเคารพนับถือในตัวเรา เราจะชี้แนะอะไร เขาก็เชื่อฟัง อย่างนี้ การนั้นก็สำเร็จแล้ว

 ๔. สมานัตตตา  การวางตัวให้เหมาะสม  การวางตัวของพระธรรมทูต ต้องเสมอต้นเสมอปลาย ควบคุมจิตใจได้  หลักมนุษยสัมพันธ์นั้น เป็นหัวใจของการทำงานสมัยใหม่ เขาพูดกันมากว่า คนนั้นไม่มีมนุษยสัมพันธ์ คนนี้ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ พระองค์นั้นไม่มีมนุษยสัมพันธ์ 
 ในการไปอบรมสั่งสอนชาวบ้านนั้น พระธรรมทูตจะต้องเน้นในการวางตนให้เหมาะสมกับภาวะของตน และแนะนำให้ญาติโยมได้เข้าใจในเรื่องนี้
 หลักธรรมที่เป็นมนุษยสัมพันธ์นั้น มีมากมาย  แต่ที่ยกมานี้เพียงแค่เป็นตัวอย่างเท่านั้น  ก็เป็นตัวอย่างให้ท่านทั้งหลายได้เห็นว่า  หลักมนุษยสัมพันธ์  เป็นคู่มือของนักเผยแผ่พระพุทธศาสนา  กาณแสดงความมีน้ำใจเราจะเห็นได้ว่า แม้พระพุทธเจ้า เมื่อจะทงบัญญัติสิกขาบท ก็ยังทรงบัญญัติเอื้อเฟื้อไว้หลายเรื่อง  อย่างเช่นการให้อาหารแก่นักบวชนอกศาสนา  ถึงแม้ไม่ให้ยื่นให้ด้วยมือตนเอง แต่ยังให้มีน้ำใจ  การให้ที่พักที่อาศัยเหล่านี้เป็นเรื่องของการแสดงน้ำใจ  แสดงความมีมนุษยสัมพันธ์  ในการทำงานในหน้าที่ของพระธรรมทูตนั้น  ก็ยิ่งจะต้องใช้หลักของมนุษยสัมพันธ์อย่างขาดมิได้.
 



เข้าชม : 11912


ธรรม 5 อันดับล่าสุด

      โอวาทกถา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ 1 / ส.ค. / 2556
      โอวาทกถา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ 31 / ก.ค. / 2556
      โอวาทกถา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ 4 / ก.ค. / 2555
      โอวาทกถา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ 4 / ก.ค. / 2555
      พระธรรมทูตคือใคร 23 / ส.ค. / 2553


Copyright © 2009 กองงานพระธรรมทูต. All rights Reserved.